ประวัติวงใต้ดินต่างๆ เท่าที่จะรวบรวมได้ครับ

<< < (2/10) > >>

sillypig:


1993 - ก่อตั้งวง
1994 - คอนเสิร์ต PAIN OF DEATH การขึ้นเวทีครั้งแรกของ DEZEMBER วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2537
1994 - อัลบัมแรก EP "ลัทธิซาตาน"
1994 - เล่นที่ มศว. ประสานมิตร ก่อนเข้าห้องอัดทำงานชุด "วินาศกรรม"
1995 - อัลบัมที่สอง LP "วินาศกรรม"
1996 - ย้ายเข้าสู่สังกัด SONY MUSIC (THAILAND) CO.,LTD.

1997 - ได้เป็นวงเปิดให้กับวงดนตรี DOG EAT DOG
1997 - อัลบัมที่สาม LP "บาป"
1997-1998 - ตระเวน CAMPUS TOUR กับ SONY MUSIC
1998 - อัลบัมที่สี่ "คลั่ง"
1998 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต DEMINIC ครั้งที่หนึ่ง วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2541
1999 - ต้น ออกจาก SONY MUSIC
2000 - ต้น ร่วมแจมในงาน DEMONIC II เล่นกีตาร์กับวง PLAHN ในเพลงที่เขาได้อัดกีตาร์ไว้กับวง PLAHN
2001 - DEZEMBER รวบรวมทีมครั้งใหม่
2002 - เข้าห้องอัดเสียงทำงานอัลบัมที่ห้า "NATURALISM" วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2545
2002 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต DEMONIC III วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
2002 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต LAST HALLOWEEN ที่ IMMORTAL BAR วันพฤหัสที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2545
2002 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต งานปิดถนนสีลม เวที ORANGE วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2545
2003 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต ROCK FEST 2003 ที่จังหวัดเชียงใหม่ วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546
2003 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต HELL FEST 2003 ที่จังหวัดสงขลา พฤษภาคม พ.ศ. 2546
2003 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต PAK CHONG EXTREME MUSIC HELL ครั้งที่หนึ่ง วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2546
2003 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ตครบรอบ 18 ปี หนังสือ MUSIC EXPRESS
2003 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต LAST HALLOWEEN ที่ ZEST PUB วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2546
2004 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต ROCK FEST 2004 ที่จังหวัดเชียงใหม่ วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2547
2004 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ตเปิดอัลบัมของ EBOLA ชุด POLE วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2547
2004 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต REBORN ที่อนุสรณ์สถานวีรชน 14 ตุลาฯ รายได้และบริจาคแก่ผู้พิการซ้ำซ้อน วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2547
2004 - เข้าห้องอัดเสียงที่ STUDIO 79 อัดร้องอีก 4 เพลงที่เหลือ กลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547
2004 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต DEMONIC IV วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2547
2004 - เสร็จสิ้นกระบวนการ MASTERING วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2547
2004 - NATURALISM วางจำหน่ายครั้งแรกจำนวนจำกัด 300 แผ่น ที่หน้างาน LINKIN PARK วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน
2004 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต PAK CHONG HELL FEST วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2547
2004 - ได้เป็นวงเปิดให้กับวง SLIPKNOT ในงานคอนเสิร์ต SLIPKNOT LIVE IN BANGKOK วงเดียวที่ได้เล่นบนเวทีใหญ่ วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547
2004 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต METAL MADNESS ONE ที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองเชียงใหม่ วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2547
2005 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ต PATTAYA INTERNATIONAL MUSIC FESTIVAL 2005 ที่เมืองพัทยา วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2548
2005 - ร่วมเล่นคอนเสิร์ตในงาน HELP THE SOUTH NOW ช่วยผู้ประสบภัยสึนามิที่ BEAT HOUSE สุขุมวิท
2005 - ได้รับเชิญไปเล่นในงานเปิดอัลบัมของวง กล้วยไทย ที่ DANCE FEVER วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2548

sillypig:
Surrender of Divinity

Hellstory Of Surrender of Divinity

ถ้าจะพูดถึงแวดวง Black Metal ในสยามประเทศแห่งนี้ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อ Surrender of Divinity วงนี้ เพราะเป็นวงแรกที่บุกเบิกแนวดนตรี Black Metal ให้เป็นที่รู้จักอยู่ในแวดวง Underground Metal บ้านเรา การเดินทางตลอดระยะ 10 กว่าปี ที่ผ่านมา ผ่านร้อน ผ่านหนาว มามากมาย จนทำให้ทางวงประสพความสำเร็จมาได้จนถึงปัจจุบันนี้ ก่อนที่จะมาเป็น Surrender of Divinity ชื่อปัจจุบัน ชื่อ Incoffin คือชื่อแรกของวง แต่ชื่อ Incoffin เป็นเพียงชื่อที่ใช้เล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกแค่นั้น ในขณะที่ทางวงยังเล่นเพลง Cover อยู่ จนทางวงมีอัลบั้มและเพลงของตัวเองจึงเปลื่ยนชื่อมาเป็น Surrender of Divinity จนถึงปัจจุบัน

Surrender of Divinity ก่อตั้งวงครั้งแรกเมื่อปี 1996 สมาชิกยุคแรกประกอบไปด้วย Monchai - Vocals,Whathayakorn - Guitars, Ekaluxx - Bass และ Paritat - Drums ต่อมาในปี 1997 ทางวงก็มีผลงาน Promo แรกออกมา 3 เพลงในรูปแบบเทปทำออกมาจำนวน 20 ก็อปปี้ พอมาในปี 1998 ทางวงก็เข็น งาน Demo ลำดับที่ 2 ออกมาในชื่อ Rehearsal Demo '98 อีก 4 เพลง ในรูปแบบของเทปอีกเช่นกัน ในชุดนี้
มีการเปลื่ยนแปลงสมาชิกกันเล็กน้อย โดย Ekaluxx ได้ออกจากวงไป แล้วได้ Settha มารับตำแหน่งมือ Bass แทน งาน Demo '98 ชุดนี้ยังได้ไปร่วมทำ Split Tape กับ Korihor วง Black Metal จากฟิลิปปินส์ด้วยครับ ออกโดยสังกัด I.P.N Productions จำนวน 500 ก็อปปี้

เข้ามาในปี 2000 ทางวงได้มีการทัวร์ต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชื่อ Panzer Holocaust โดย SOD เป็นวง Head Line ตลอดงาน มีโชว์ด้วยกันถึง 2 ประเทศ ไล่ตั้งแต่ Malaysia ไปเล่นในรัฐ Ipoh รัฐ Johor เลาะไปจนถึง Singapore เป็นที่ปิดทัวร์ในครั้งนี้ อาจถือได้ว่า SOD ประสพความสำเร็จในทัวร์ครั้งนี้เลยทีเดียว ทำให้ชื่อเสียงของทางวงเริ่มเป็นที่รู้จักอยู่ในแวดวง Underground Metal กันมากขึ้น สมาชิกที่ไปในชุดนี้ก็มี Whathayakorn - Guitars,Paritat - Drums โดย Ekaluxx มารับหน้าที่ร้องนำในครั้งนี้ และ Avaejee ก็เริ่มเข้ามาในวงเป็นครั้งแรกโดยรับหน้าที่ในตำแหน่ง Bass ส่วน Settha มือ Bass คนเก่าได้ลาออกไปพร้อมกับนักร้องนำ Monchai

จนกระทั้งในปี 2001 ทางวงได้มีงานอัลบั้มเต็มชุดแรกออกมาในชื่อ Oriental Hell Rhythmics ออกกับสังกัด Psychic Scream ใน Malaysia ทั้งแบบ CD และ Tape โดยสมาชิกชุดนี้ยังไม่มีการเปลื่ยนแปลงครับเป็นชุดเดียวกับที่ทัวร์ในครั้งแรก อัลบั้มนี้ได้วางจำหน่ายไปทั่วโลกทำให้ผลงานของทางวงได้การตอบรับที่ดีจากสาวก Black Metal ทั่วทุกทวีป จนชื่อเสียงของวงก็ยิ่งไปไกลจนกู่ไปกลับ (แถมยังมีงาน CD Re-eleased ในปี 2007 ออกมาอีก 3 สังกัด God is Dead Rec.ใน Poland กับ Deaththrash Amageddon ใน Japan และ Executer 666 Rec.ใน Mexico) และนั่นเองในปี 2002 ทางวง SOD ได้ถูกเทียบเชิญจากผู้จัดในประเทศ Singapore ให้ไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับวง Dark Funeral ซึ่งถือเป็นทัวร์ครั้งที่ 2 ในต่างประเทศของทางวงด้วยครับ แต่ครั้งนี้มีสมาชิกไปร่วมเล่นกันแค่ 3 คน Whathayakorn - Guitars,Paritat - Drums โดย Ekaluxx มารับหน้าที่ร้องนำและ ยังเล่น Bass ควบคู่ไปด้วยและถือเป็นงานชุดสุดท้ายก่อนที่ Ekaluxx จะลาออกจากวงไปแบบถาวรด้วยครับ

ย่างเข้าในปี 2003 งาน Immolating the Son of the Whore EP ของทางวงก็ออกสู่สายตาอีกครั้งในรูปแบบของแผ่นเสียง 7 นิ้ว บรรจุด้วย 2 เพลงนรกอย่าง Immolating the Son of the Whore และ Anal Madonna (Impiety Cover) ถูกผลิตออกมาแค่ 300 ก็อปปี้แค่นั้น ซึ่งในปัจจุบันแผ่นเสียงชุดนี้หายากกันพอสมควรครับ อัลบั้มนี้มีสมาชิกกันแค่ 3 คน โดย Monchai นักร้องนำคนแรกได้หวนกลับคืนอาณาจักร Black
Metal อีกครั้ง ตามด้วยอีก 2 สมาชิกคือ Whathayakorn - Guitars และ Paritat - Drums อัดกันแบบ Rehearsal ทำให้ซาวด์ออกมาได้เหรี้ยมเกรียมจริงๆครับ

ถัดมาในปี 2004 หนทางของวง SOD ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบดอกกุหลาบเพราะมีการเปลื่ยนแปลงสมาชิกกันครั้งใหญ่ เมื่อ Paritat มือกลอง และ Monchai ร้องนำคนแรกของวง ได้ลาออกไปจากวงเป็นการถาวรเนื่องจากปัญหาส่วนตัวและได้ทิ้งผลงาน Immolating the Son of the Whore เป็นชุดสุดท้าย ทั้ง 2 คนถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งวง SOD เลยก็ว่าได้ครับ เมื่อพายุผ่านไปความสดใสของฟ้าหลังฝนก็ย่อมเกิดขึ้น เมื่อเสียไปก็ต้องหาใหม่มาแทน เพราะต้องหาสมาชิกมาเติ่มเต็มให้กับวงสมบูรณ์อีกครั้ง ไม่นานก็ได้มือกลองคนใหม่ที่ชื่อ Xulaynus มารับหน้าที่แทน คนนี้เคยผ่านงานมาแล้วอย่าง Lacerate และ Heretic Angels (ร้องในชุด Delicious Sinistery) ในฐานะนักร้องนำโดยใช้ชื่อ Boy
Lacerate และยังเป็นมือกลองให้กับวง Zygoatsis และ Masochist อีกด้วยครับ คนนี้เป็นผู้มากด้วยฝีมือจริงๆ

สมาชิกอีกคนก็คือ Avaejee หลังจากหายไปนานมาครั้งนี้ต้องเข้ามารับหน้าที่อันยิ่งใหญ่อีกครั้งในฐานะนักร้องนำคนใหม่ของวง SOD ควบกับตำแหน่ง Bass อีก 1 หน้าที่ด้วยครับ สำหรับคนนี้เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้ว เคยไปร้องให้กับวง Gortia ชุด Total Depravicy มาแล้ว และยังเป็นมือกีตาร์ให้กับวง Annular Eclipse อีกด้วย ปัจจุบันยังเล่นให้กับ Zygoatsis อีกวงในฐานะมือกีตาร์ประจำวง

ปี 2004 ทางวงได้มีผลงานออกมาอีก 1 ชุดในชื่อ Two Majesties: An Arrogant Alliance of Satan's Extreme Elite ซึ่งเป็นงาน Split กันระหว่าง SOD vs Impiety สองวงนี้ถือเป็น War Brother กันเลยก็ว่าได้ครับเพราะสนิทกันมาก Shyaithan ร้องนำรักสยามประเทศมากเลยต้องมาสักคำว่า " นักรบแห่งสยาม " ที่แขนขวาในเมืองไทยเลยครับ ถือว่ารักเมืองไทยขนานแท้เลยครับ ชุดนี้ทำออกมาในรูปแบบทั้ง เทป ซีดี และ แผ่นเสียงคู่ 7 นิ้ว เลยทำให้สมาชิกในชุดนี้มีกันอยู่ 3 คน Whathayakorn - Guitars,Avaejee - Bass/Vocals และ Xulaynus - Drums จวบจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะมีอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ออกมา

ปี 2006 ทางวงก็ปล่อยงาน Sabbatical Siamese Christ Beheading เป็นงาน Split กับวงรุ่นใหญ่อย่าง Sabbat (Japan) ถูกนำออกมาให้ได้เก็บสะสมกันอีก เป็นงาน God Beheading Live Ritual 2004 มี 5 เพลง ทำออกมาในรูปแบบของซีดี 1000 ก็อปปี้ ออกกับสังกัด Witchhammer Production ในบ้านเราเอง ในปีเดียวกันนี้อัลบั้ม Unholy Black War ก็ออกมาอีก 1 ชุด ซึ่งเป็นงาน Split กันระหว่าง Surrender of
Divinity และ Amarok (Pol) ในรูปแบบของ CD-R จำหน่ายโดยสังกัด God is Dead Records ใน Poland เป็นการนำเอาเพลงของ SOD ในงาน God Beheading Live Ritual 2004 เช่นกัน แต่มีเพลงบรรจุแค่ 4 เพลง จำนวน 555 ก็อปปี้ ทั้งนี้อัลบั้มนี้ไม่ใช่งานในแบบ Official Release ของวง SOD เพราะว่าทางสังกัด God is Dead Records ไม่ได้ขออนุญาติจากทางวง อัลบั้มนี้จึงถูกทำออกมาเป็นเพียงแค่งานในแบบของ Bootleg แค่นั้น

หลังจากอัลบั้มนี้ออกมาไม่นาน ทางวงก็ปล่อยงานอัลบั้มเต็มในลำดับที่ 2 ออกมาในชื่อ Manifest Blasphemy: The Abortion of the Immaculate Conception ประกอบได้ด้วย 6 เพลงแห่งความหายนะ ชุดนี้การตอบรับจากแฟนเพลงทั้วโลกไปได้สวยเลยครับ จนทำให้ Magazine ชื่อดังอย่าง Sound Of Death (SOD # 23) นำเอาสมาชิกทั้ง 3 คนไปขึ้นปก ซึ่งปกติแล้วหนังสือเล่มนี้จะไม่เอารูปวงใดๆนำมาขึ้นปกเลยครับ ปกติจะเป็นภาพเขียนมากกว่า ถือเป็นโอกาศที่ดีและเป็นจุดพีคที่สุดอีกช่วงนึงของทางวงได้เลยครับ ประสพความสำเร็จเป็นอย่างดี จนทำให้งานชุดนี้ถูกนำไป Released เป็นเทปในหลายสังกัด งานในชุดนี้ทำออกมาในรูปแบบของ ซีดี เทป และ แผ่นเสียงแบบ Picdis เป็นงานที่น่าสะสมเลยทีเดียวครับ

ปี 2007 ทางวงได้ออกงาน Goatwrath Incarnation มาอีก 1 ชิ้น ในรูปแบบของแผ่นเสียง ตัวแผ่นเป็นสีแดงฉาน ออกมาให้สะสมกันอีกครั้ง ทำออกมาแค่ 222 ก็อปปี้ แค่นั้น ออกกับสังกัด Witchhammer Production เช่นกัน ชุดนี้เป็นการนำเอางาน Promo 97 และ Rehearsal Demo 98 มาบรรจุอยู่ในแผ่นนี้รวม 5 เพลง ซึ่งเป็นงานชิ้นล่าสุดที่ออกมา

ในอนาคตจะมีอัลบั้มออกมาอีกอย่างเช่น SOD/Bestial Holocaust Split PIC 7"EP ออกกับสังกัด DeathrasharMageddon (Japan) และ ยังมีงาน Re-eleased อัลบั้ม Oriental Hell Rhythmics กับ Manifest Blasphemy: The Abortion of the Immaculate Conception ในรูปแบบของเทปซึ่งจะออกกับสังกัด Ars Funebris Records ใน France อีกด้วยครับ

ทั้งนี้และทั้งนั้นวง SOD ยังมีคอนเสิร์ตที่เล่นในบ้านเราอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งงาน God Beheading Live Ritual ถือเป็นงานประจำปีไปแล้ว และเมื่อ 2006 ทางวงก็พึ่งจัดงาน The 10th Blasphemous Anniversary Live Desecration ครบรอบ 10 ปีไปแล้วครับ วง SOD ยังเคยได้ร่วมเล่นกับวงชั้นนำระดับตำนานมาแล้วอย่าง Dark Funeral (2002) ใน Singapore และ ในบ้านเราอีกหลายวงอย่าง Sodom งาน Sodom Live In Bangkok 2002,Abigail (Japan) งาน God Beheading Live Ritual 2005,Mayhem งาน Unholy Live in Bangkok 2006,Sabbat (Japan) งาน God Beheading Live Ritual 2007,Archgoat งาน Desecration in Bangkok 2008 และ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2551 ที่ผ่านมาทางวง SOD ได้เดินทางไปที่ประเทศเยอรมันเพื่อไปเข้าร่วมพิธีกรรมในงาน Under The Black Sun 2008 ที่ กรุงเบอร์ลิน อีกด้วยครับ

ประสพการณ์และการต่อสู้อันแสนยาวนานคงเป็นบทพิสูจน์ได้เลยว่า Surrender of Divinity เกิดมาเพื่ออุดมการณ์ของดนตรี Black Metal อย่างแท้จริง ความมุ่งมั่นในอนาคตจะเป็นบทพิสูจน์ความยิ่งใหญ่อีกก้าวหนึ่งของ Siamese Black Metal แห่งนี้ !!!!

sillypig:
พราย ปฐมพร ปฐมพร

ปฐมพร ปฐมพร นักร้องนักแต่งเพลงที่มีเอกลักษณ์การคาดหน้า เป็นลักษณะเด่นซึ่งแสดงออกถึงการไว้ทุกข์ให้กับการทำงานที่ไม่คิดว่าจะสำเร็จได้ 
ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง ปฐมพร ปฐมพร

ชื่อเล่น พราย

วันเกิด 5 เมษายน พ.ศ. 2505

เวียงจันทน์, ประเทศลาว

แนวเพลง ร็อก

อาชีพ นักร้อง, นักแต่งเพลง

เครื่องดนตรี กีตาร์

ค่าย รถไฟดนตรี

บีเอ็มจี มิวสิค

แคงการู มิวสิก



ปฐมพรเกิดที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2505 เข้ามาในกรุงเทพเพื่อศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาได้พบกับ พิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ โดยพิเชษฐ์ได้แต่งเพลงให้กับพรายเพื่อเป็นของขวัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง ปีศาจ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ตั้งวงดนตรีขึ้นชื่อว่าวง GAY ซึ่งมีพิเชษฐ์ ตำแหน่งกีตาร์ สมประสงค์ หมีปานในตำแหน่งมือกลอง และ พรายในตำแหน่งร้องนำ ต่อมาได้เข้าร่วมประกวดวงดนตรีของสโมสรผึ้งน้อย โดยใช้เพลง ทรมาน ซึ่งเป็นเพลงต่อต้านยาเสพติด จนในที่สุดก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจนได้เซ็นสัญญากับสโมสร ทางวงได้บันทึกเสียงเดโมเทปโดยมีโปรดิวเซอร์อย่าง อัสนี โชติกุล มาดูแลให้ และได้เปลี่ยนชื่อวงมาเป็น May 21st เนื่องจากบันทึกเสียงเสร็จกันในวันที่ 21 พฤษภาคม[1]

ต่อมาทางวงก็ได้ไปเล่นในงานของคลื่นวิทยุไนท์สปอตที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการเปิดตัวของวง แต่แล้วก็เกดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น หลังจากที่เพิ่งได้เริ่มเพลงแรกก็พบว่าคีย์บอดมีปัญหา เนื่องจากก่อนหน้านั้นได้มีเด็กมาเลื่อนคีย์ของคีย์บอด ทำให้การแสดงในครั้งนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก จนส่งผลให้ในเวลาต่อมาทางวงจึงแยกย้านกันไป[1]

หลังจากนั้นอีก 2 ปี พรายได้เซ็นสัญญากับค่ายรถไฟดนตรีในฐานะศิลปินเดี่ยว เขาพยายามที่จะเอาวงเข้าไป แต่ก็ไม่สำเร็จ[1] เขาได้ออกอัลบั้มแรกชื่อชุด ไม่ได้มามือเปล่า มีเพลงฮิตติดหูในยุคสมัยนั้นอย่างเพลง ไม่ได้มามือเปล่า ตามชื่อของอัลบั้ม นอกจากนี้ยังมีบางเพลงของวง May 21st มาทำใหม่อีกด้วย จนกระทั่งมาถึงการแสดงสดที่ ร็อคผับ เขาได้ประกาศว่าจะเลิกร้องเพลงไปตลอดชีวิต





พ.ศ. 2534 ปฐมพรกลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มชุด พราย พร้อมกับการแก้ผ้าถ่ายรูป ซึ่งถูกวิจารณ์จากสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งได้ประกาศว่าตัวเองตายไปแล้วอีกด้วย จากคำโฆษณาที่ว่า "ปฐมพร ตายเป็น พราย" ในอัลบั้มชุดนี้ ทุกเพลงล้วนไม่มีชื่อ ยกเว้นเพลง พราย ซึ่งนับได้ว่าสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการเพลงไทยมาก และอัลบั้มชุดนี้ยังคงเป็นที่พูดถึงตลอดมา และสร้างเอกลักษณ์เป็นแบบอย่างของเพลงพรายเรื่อยมา

พ.ศ. 2536 หลังจากห่างหายไป 1 ปีกว่า ปฐมพรก็ได้ออกอัลบั้มคู่ชื่อว่า เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ กับ เจ้าชายแห่งทะเล โดยอัลบั้มเจ้าหญิงจะพูดถึงความรู้สึกที่ตกต่ำที่สุด ตั้งแต่การฆ่าตัวตาย จนถึงความรู้สึกที่อยากจะเสียสละอยากจะเป็นคนดี ส่วนอัลบั้มเจ้าชายจะสะท้อนให้เห็นถึง สังคมและผู้คนรวมทั้งตัวเขาเองด้วย นอกจากนี้ทุกเพลงยังคงไม่มีชื่อเพลงอีกเช่นเคย แต่เป็นการแทนด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ดอกไม้ บุหรี่ และอื่นๆ เนื่องจากปฐมพรต้องการจะสื่อความหมายมากกว่าภาษาพูดและภาษาเขียนของเขา มีการจัดการแสดงสดเพื่อโปรโมตอัลบั้มคู่ที่บ้านมนังคศิลา แต่กลับไม่มีการเล่นเพลงใดๆ ในอัลบั้มคู่เลย

พ.ศ. 2538 ปฐมพรได้ออกอัลบั้มชุด ใต้สำนึก โดยเป็นการทำเองขายเอง ในอัลบั้มชุดนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรงของเนื้อหาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพลงที่กล่าวถึงนักวิจารณ์โดยเปรียบเทียบระหว่าง สัตว์นรกกับเทวดาสัตว์กะหมา

พ.ศ. 2551 อัลบั้มเพื่อนของฉัน



sillypig:
ข้อมูลเพิ่มเติม
- เพลง แรงบันดาลใจ, ลั่นทม, อัศจรรย์ ถูกตัดออกจากชุด ปกเหลือง หลังจากที่ได้บันทึกเสียงไปแล้ว
- ขณะบันทึกเสียงเพลง ฉันรักเธอ หลังจากที่ปฐมพรเริ่มร้องได้เพียง 2 ประโยคเขาก็ไปร้องไห้ในห้องน้ำ แล้วจึงกลับมาบันทึกเสียงต่อ
- ปฐมพร เคยแต่งเพลง สายรุ้ง ของ ปุ้ม อรรถพงษ์ โดยใช้นามปากกาว่า ทะเล
- ชุด พิเศษ ไม่นำมารวมใน Boxset เนื่องจากหาแผ่นมาสเตอร์ไม่เจอ
- เพลง ...ก่อน เนื้อเพลงในแบบของปฐมพรแตกต่างออกไปโดยร้องว่า "ก่อนคนจนอย่างฉันจะหมดไฟ"
- อัลบั๊มล่าสุดชื่อ "เพือนของฉัน" เริ่มวางจำหน่ายเมื่อ 23 สิงหาคม 2551 นำเพลงเพลง แรงบันดาลใจ, ลั่นทม, อัศจรรย์ มาไว้ด้วย

sillypig:
The Gut Of Madness
Band Member:
จักรพันธ์ ทวีลาภ : Vocal, Piano, Keyboard, Drum Programming
จิตติวัฒน์ ทวีลาภ : Guitar, Sound Engineer, Mix down
สมรัฐ ทวีลาภ : Bass Guitar

สไตล์ดนตรี : Progressive Metal Rock

Background:

The Gut of Mandess เริ่มต้นเพียงสมาชิกคนเดียว คือ จักรพันธ์ ทวีลาภ ผู้ซึ่งมีความหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของดนตรี Heavy Metal เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงยุคปี 70 -90 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวงดนตรีดีๆอย่างเช่น UFO, Led Zeppelin, Deep Purple, Queen, Iron Maiden, Black Sabbath, Def Leppard, Queensryche, Metallica และ Dream Theatre เป็นต้น

แม้ว่าจะไม่ได้เรียนดนตรีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ด้วยใจรักและความมุ่งมั่น จักรพันธ์จึงหัดเล่นเองแบบงูๆปลาๆ แต่ก็เล่นเพลงของคนอื่นได้ไม่ดี จึงลองแต่งเพลงเล่นๆซักเพลงสองเพลง แต่เมื่อทำไปทำมา ก็หยุดไม่ได้ จนสามารถรวบรวมเพลงออกมาได้อัลบั้มหนึ่ง จึงลองไปเสนอค่ายเพลงที่ชื่นชอบในขณะนั้น คือ ค่ายไมล์สโตน เรคคอร์ด ของคุณมาโนช พุฒตาล

The Gut of Madness มีผลงานชุดแรกกับค่ายไมล์สโตนฯในปี 2539 โดยได้ ศราวุธ แสงบุตร หรือ วุธ Heretic Angle มาเป็นมือกีต้าร์ และ Co-producer ต่อมา เมื่อค่ายไมล์สโตน ปิดตัวลง จักรพันธ์ ก็ยังทำงานเพลงต่อไปจนสำเร็จอัลบั้มที่ 2 ชื่อ “Black Paradise” เป็นเนื้อเพลงสากลทั้งหมด โดยได้ทำกับค่าย First Storm Record ในปี 2548 และต่อเนื่องมาจนถึงอัลบั้มที่ 3 ชื่อชุด “ ไม่มีวันตาย ” ในปี 2549

จากสามอัลบั้มที่ผ่านมา ผลงานของ The Gut of Madness แม้จะมีการเพิ่มสีสันของ Piano และ Keyboard และ ไลน์ดนตรีที่สวยงามมากขึ้น แต่ก็ยังสามารถคงความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครเหมือน

ผลงานล่าสุด : ของขลัง
อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ 4 โดย จักรพันธ์ ได้ร่วมวงกับ พี่ชายแท้ๆทั้งสองคน คือ จิตติวัฒน์ (มือกีต้าร์) และ สมรัฐ (มือเบส) ทั้งดนตรี และ เนื้อหายังคงลวดลายและสไตล์ของ The Gut of Madness โดยมีท่วงทำนองดนตรีที่หนักแน่นดุดัน และ สำเนียงที่ไพเราะ สไตล์ Progressive Metal Rock ประกอบกับ เนื้อหาที่กล่าวถึงความเป็นไปของผู้คนในสังคมที่แก่งแย้งชิงดีชิงเด่น ไร้จุดยืน ไร้สิ่งยึดเหนียวทางจิตใจ ปล่อยชีวิตบ้าไปตามสื่อและกระแสสังคม

อัลบั้มนี้ตั้งชื่อว่า “ ของขลัง ” เพราะเห็นคนไทยมัวเมาวัตถุของขลัง แต่ของขลังในสไตล์ของ The Gut of Madness คือ การนำเสนอแนวคิดการใช้ชีวิตผ่านเนื้อหาในบทเพลง เพราะเชื่อว่า หากผู้คนมีแนวคิดที่ดี ก็จะสามารถมีชีวิตที่มีความสงบสุขได้โดยไม่ต้องไปพึ่งพาวัตถุใดๆดั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ ตนเป็นที่พึงแห่งตน ” บทเพลงของ The Gut of Madness ก็อาจจะเป็นทางหนึ่งที่ผู้รับฟังจะได้แง่คิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะช่วยคุ้มครองชีวิตให้มีความสงบสุขได้เสมือนมีของขลังไว้กับตัวตลอดเวลา

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว